[FIC] H A D E S [05]
posted on 27 Jan 2012 23:39 by jaesun in HADESSTORY : HADES
AUTHOR : JaeSun
ILK : MELO-DRAMA
PAIR : Yunho x Jaejoong / Yuchun x Junsy / Changmin
OT : ฟิคชั่นเป็นเพียงจินตนาการที่แต่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อของตัวละครใดใดที่นำมากล่าวอ้าง อาจมีการกระทำและคำพูดที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและมีมารยาทในการเลือกใช้คำคอมเมนท์ติชม
เจ้าของร่างสูงเดินเฉียดกายน้องใหม่ในแผนกไปอย่างไม่สนใจใยดี ชางมินเดินเลยไปนั่งลงยังโต๊ะทำงานของเขา ไม่ได้หันมาสนใจจุนซูและยูชอนที่ยังคงยืนอยู่แถวทางเข้าของแผนกอีกเลยนับจากนั้น จุนซูยืนนิ่งงันหลังจากเสียงกระซิบของรุ่นพี่ที่ตัวเองหลงใหลผ่านเข้าใบหูและกรีดลงในใจ น้ำตาแทบจะไหลออกมาในวินาทีนั้นแต่ยังคงฝืนทนได้อยู่
ใครอีกคนยืนมองสถานการณ์และสีหน้าของคนตัวเล็กที่แปลกไป จับสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทั้งๆที่ไม่ได้ยินเลยว่าชางมินพูดอะไรกับจุนซู ยูชอนเผลอกำมือตัวเองอย่างไม่รู้สึกตัว มีบางสิ่งบางอย่างกำลังบอกกับเขาว่าเพื่อนสนิทกำลังทำร้ายรุ่นน้องแสนรักของเขาอีกแล้ว..
“ผมขอตัวพาจุนซูไปก่อนนะครับทุกคน ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องแนะนำให้น้องใหม่เรียนรู้เกี่ยวกับบริษัท” ยูชอนเอ่ยปากบอกกับคนในแผนก ก่อนหันไปโค้งขอบคุณหัวหน้าฝ่ายบุคคล พูดจาอ้อมๆเป็นเชิงไล่ให้อีกฝ่ายสลัดพวกเขาสองคนให้ได้อยู่กันตามลำพังได้แล้ว
“ชางมินพูดอะไรเหรอ?”
ทันทีที่แยกตัวออกจากแผนกออกมาเดินกันอยู่สองคน ยูชอนไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามถึงความผิดปกติจากรุ่นน้องร่างเล็ก ใช่ว่าเขาไม่รู้จักจุนซู และใช่ว่าเขาไม่รู้จักชางมิน พวกเขาคบกันมานาน ชางมินทำร้ายจิตใจจุนซูมาไม่น้อยครั้ง และในครั้งนี้ก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน
“ดูเหมือนว่าพี่ชางมินจะไม่พอใจที่ฉันมาทำงานที่นี่..” จุนซูตอบเสียงอ่อย เขาไม่คิดจะปกปิดความรู้สึกใดใดที่นึกคิด
“ทำไมหมอนั่นถึงเป็นคนแบบนี้นะ” ยูชอนบ่นออกมาเมื่อรู้สึกว่าการกระทำของชางมินนั้นเริ่มเหลือทน
“พี่ชางมินคงคิดว่าฉันตามพวกพี่มาทำงานที่นี่เพราะอยากใกล้ชิด หึๆ ฉันไม่ว่าอะไรหรอกถ้าพี่ชางมินจะคิดแบบนั้นเพราะมันเป็นเรื่องจริง แต่ว่า.. อย่างน้อยๆฉันก็ทำมันด้วยความพยายามของฉัน..” เสียงแหบเล็กเอ่ยอย่างเศร้าใจ หลายครั้งแล้วที่รุ่นพี่คนนั้นมักจะมองเขาด้วยอคติ และคิดว่าเขาเป็นพวกเด็กเส้น เพราะเป็นลูกหลานคนมีอำนาจและชื่อเสียง
“นายไม่เห็นต้องไปใส่ใจคำพูดของหมอนั่นเลย” ยูชอนเอ่ยปลอบคนตัวเล็ก เป็นแบบนี้ทุกครั้ง และมีเพียงเท่านี้ที่เขาพอจะทำได้
จุนซูไม่เคยปิดบังความรู้สึกต่อหน้าเขา เพราะอีกฝ่ายยึดถือเขาเป็นรุ่นพี่ที่เคารพ เป็นคนที่สนิท เป็นเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลอยู่ใกล้ชิด.. ใกล้เสียจน..
คนอย่างเขาถูกมองข้ามไป..
ทั้งสองคนหยุดนั่งลงตรงม้านั่งหน้าสวนหย่อมนอกอาคาร ในใจยังคงคิดเวียนวนถึงแต่เรื่องรุ่นน้องและเพื่อนสนิทที่กำลังจะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานกันในไม่ช้า
“พี่จะไปถามหมอนั่นว่าทำไมต้องพูดอะไรแย่ๆใส่นาย”
“ไม่เอา! พี่ยูชอนอย่าไปพูดนะ! พี่ชางมินไม่ผิดหรอกที่คิดแบบนั้น!” จุนซูถลาเกาะแขนของยูชอนทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดจบ ใบหน้าใสดูซีดขาวและฉายแววตื่นตระหนกเพราะเกรงว่ายูชอนจะทำอย่างที่พูดไว้จริง
ท่าทางของจุนซูทำให้ยูชอนนิ่งอึ้งไป กับการปกป้องชางมินที่ไม่มีวันจบสิ้น แล้วยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายเจ็บปวดอยู่เมื่อเชื่อวัน..
เหมือนเขาเลย.. เหมือนเขาตอนนี้ไม่มีผิด..
“ยูชอน ฉันขอร้อง อย่าบอกพี่ชางมินนะว่าฉันเล่าให้พี่ฟัง พี่อย่าไปพูดอะไรกับพี่ชางมินเลยนะ ขอร้องล่ะ ฉันไม่อยากถูกพี่ชางมินเกลียด” คนตัวเล็กยังคงวอนขอ ยูชอนมองใบหน้าที่ดูเหมือนจะร้องไห้นั้นด้วยหัวใจที่ปวดหนึบ เสียงถอนหายใจหนักๆดังออกมา ก่อนใบหน้าได้รูปจะพยักหน้าเป็นการรับปาก
“อืมๆ เอาล่ะ พี่รู้แล้ว..” ยูชอนจำใจตอบออกไป
พวกเขาสองคนตกอยู่นความเงียบงันเมื่อต่างฝ่ายต่างกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ยูชอนคิดถึงจุนซู จุนซูคิดถึงชางมิน เป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนอย่างไม่จบสิ้น และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด
หัวกลมๆของจุนซูเอนซบไหล่ของยูชอนอย่างเหนื่อยอ่อน เจ้าของไหล่สะดุ้งนิดๆก่อนสอดส่ายสายตาหันไปมองยังรอบข้าง ไม่ใช่ว่าเขากำลังมองว่าผู้คนในละแวกนั้นงมองมาที่เขาหรือไม่ ยูชอนไม่สนใจอยู่แล้วว่าจะมีใครมองเขายังไงกับท่าทางที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มีเพียงแต่ความคิดที่ว่า ชางมินยืนอยู่ตรงนั้นหรือไม่? จุนซูทำเพราะประชดใครหรือเปล่า? ต่างหาก ที่เขากำลังคิด..
ชางมินไม่ได้อยู่ที่นั่น.. คนตัวเล็กเอนซบ ใช้หัวไหล่เขาเป็นที่พักพิง คล้ายกับการหาที่พึ่งในยามที่หัวใจถูกทำร้ายหรือจิตใจกำลังอ่อนแอ
..เขาเป็นได้แค่นี้หรือ ?
..เป็นได้แค่นี้จริงๆหรือ ?
“ขอบคุณนะพี่ยูชอน”
“ขอบคุณ? เรื่องอะไร ?”
“ขอบคุณที่พี่คอยรับฟังฉัน แล้วก็ยอมทำตามที่ฉันขอ..”
เขามีสิทธิ์ได้ยินเพียงแค่คำขอบคุณเท่านั้นเองใช่ไหม ?
ส่วนคำว่า รัก.. คงอยู่ไกลเกินไปที่เขาจะเอื้อมมือไปถึงสินะ
+
+
เสียงประตูที่เปิดดังเรียกให้เจ้าของร่างสูงที่กำลังนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะละสายตาจากกองงานที่ทำอยู่ ชางมินหันไปมองที่ประตูเพียงครู่หนึ่งแล้วหันกลับมาสนใจเอกสารในมืออยู่เช่นเดิม
“เฮ่ย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ยูชอนที่เพิ่งเดินเข้ามา เอ่ยปากพูดกับเพื่อนสนิทด้วยถ้อยคำเคยชิน ในตอนนี้แผนกของเขาไม่มีพนักงานคนอื่นเหลืออยู่แล้ว ทุกคนกลับบ้านกันไปหมดหลังจากถึงเวลาเลิกงาน มีเพียงชางมินเท่านั้นที่ยังนั่งจมกองงานอยู่ที่โต๊ะ เป็นความเคยชินที่ไม่ใช่แค่ยูชอนเท่านั้นที่รู้ แต่ใครต่อใครในแผนกก็มักจะชินตากับการทำงานอยู่เลยเวลาของเขา
ชางมินถอนสายตาจากเอกสารอีกครั้ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท ก่อนจะค่อยๆถอดแว่นตาออกแล้วนั่งกอดอกรอให้อีกฝ่ายเริ่มเปิดประเด็น
“มีอะไร?”
“วันนี้นายพูดอะไรกับจุนซู?” ยูชอนไม่รอช้าที่จะเอ่ยในสิ่งที่ค้างคาใจ หลังจากเขาส่งจุนซูกลับบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็อดไม่ได้จริงๆที่จะตรงเข้ามาพูดคุยกับชางมิน ถึงแม้ว่าเขาจะผิดคำพูดที่ให้ไว้กับจุนซูก็ตาม แต่คำถามนี้ถือว่าเป็นความต้องการส่วนตัวของเขาก็แล้วกัน
ชายหนุ่มใบหน้าคมคายชักสีหน้าแสดงออกถึงความไชอบใจในคำถามของเพื่อนสนิทแบบไม่ปิดบัง เสียงถอนหายใจหนักๆถูกระบายออกมาราวกับว่าเขาเบื่อเหลือเกินที่จะต้องได้ยินหรือถูกซักถามในเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังเอ่ยถึง
“ทำไม? จุนซูฟ้องอะไรนาย?”
“เปล่า จุนซูไม่ได้พูดอะไรกับฉัน แต่ฉันเห็นตอนที่นายพูดกับจุนซูตอนนั้น อยู่ๆสีหน้าน้องมันก็แปลกไป” ยูชอนแก้ต่างให้รุ่นน้องแสนรักของตัวเอง
“ฉันไม่ได้พูดอะไรแรงๆนี่ ก็แค่พูดในสิ่งที่ควรพูด การทำงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราไม่ใช่เด็กแล้วนะยูชอน จุนซูเองก็ไม่ใช่เด็ก จะมาทำอะไรตามใจตัวเอง ใช้ความมีอำนาจของทางบ้านมาเอาแต่ใจมันไม่ถูก.. นายก็รู้ว่าจุนซูคิดยังไงกับฉัน..”
“นายพูดได้เป็นฉาก คิดเองเออเองได้เป็นฉาก รู้รึเปล่าว่าจุนซูสมัครแล้วก็สอบเข้าทำงานในบริษัทเราตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วก็สอบผ่านมาด้วยความยากลำบาก ใช้ความพยายามของตัวเอง ไม่ได้ใช้เส้นสายของตระกูลตัวเองมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียว!” ยูชอนขึ้นเสียงด้วยอารมณ์โกรธอย่างเสียมิได้ ชางมินไร้เหตุผลเกินไปแล้ว กับการมองและตีค่าคนๆหนึ่งด้วยความคิดของตัวเองฝ่ายเดียวโดยไม่พึ่งข้อเท็จจริง
“อ่าว เหรอ.. แต่ก็นั่นแหละ นายก็น่าจะรู้ว่าเพราะอะไรจุนซูถึงอยากมาทำงานที่นี่..” ชางมินยังคงทำหน้าไม่แยแส แม้ว่าสิ่งที่เขาคิดและพูดออกไปมันจะกลายเป็นเรื่องผิดคาดที่ทำให้เขาหน้าแตกก็ตามที
“แต่นายก็ไม่น่าจะพูดอะไรทำร้ายจิตใจจุนซูเลย..” ยูชอนบอกกับเพื่อนของเขา เขาพูดได้เพียงเท่านี้ น้ำเสียงที่เคยผสมความเดือดดาลเริ่มปรับอารมณ์ลงมาได้หน่อย ชางมินเดาจุดประสงค์ของจุนซูได้อย่างถูกต้อง เขาไม่อาจเถียงในจุดนี้ได้
“ถ้าไม่ทำแบบนั้น จุนซูก็ไม่คิดที่จะตัดใจ..”
ยูชอนนิ่งอึ้งไปช่วงอึดใจ ชางมินไม่ได้จงใจใช้คำพูดทำร้านเขา เขารู้ดี ชางมินเพียงแค่พูดไปตามความจริงที่เกิดขึ้น แต่เขาก็อดรู้สึกที่จะรู้สึกเจ็บร้าวขึ้นมาไม่ได้กับความสัมพันธ์ข้างเดียวอันเป็นลูกโซ่ของพวกเขา
ชางมินมองเพื่อนสนิทของตัวเองด้วยใบหน้าจริงจัง เขาเอื้อมมือไปตบไหล่ยูชอนเบาๆคล้ายกับรู้ว่ายูชอนกำลังนึกคิดและรู้สึกอย่างไร
“นายควรจะบอกจุนซูไปว่านายคิดยังไง ไม่ต้องมาคอยเชียร์ฉัน หรือโทษว่าฉันไม่รับรัก.. ความรักมันเกิดจากความรู้สึกที่บังคับกันไม่ได้ นายจะบีบคั้นฉันให้ตายยังไง ฉันก็ไม่มีวันที่จะรักจุนซูตอบ..”
ถ้อยคำจากชางมินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าคร้ามเข้มนั้นถึงแม้จะดูตึงเครียด แต่ก็ยังคงปรากฏถึงความห่วงใยของเพื่อนสะท้อนออกทางแววตา
ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่ายูชอนคิดยังไงกับรุ่นน้องคนนั้น..
“อย่าโกรธฉันเลยถ้าฉันจะพูดอะไรไม่ดีกับจุนซู.. ไม่ว่าที่ผ่านมา ตอนนี้ หรืออนาคต.. นายก็รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง” ชางมินเอ่ยทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น เขาหันกลับไปหากองเอกสารที่ละทิ้งไว้ จงใจแสดงท่าทางว่าเขาไม่ต้องการที่จะเสียเวลาพูดเรื่องนี้ต่อ
หลายปีแล้วที่ความรักของพวกเขาเกิดขึ้น ค้างคา และยังไร้บทสรุป.. ชางมินแค่พยายามจะจบมันด้วยความรู้สึกและหัวใจของเขา
เขาผิดรึเปล่าที่ซื่อตรงกับหัวใจของตัวเอง ?
+
+
เสียงประตูปิดลงแทบจะพร้อมกับลมหายใจที่ถูกระบายออกมาทันทีที่ขาทั้งสองข้างนั้นก้าวออกจากห้องนอนอันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ยุนโฮหันหลังเตรียมเดินลงไปชั้นล่าง ทว่าต้องตกใจเล็กน้อยกับการปรากฏตัวของหญิงชราที่เลี้ยงดูเขามาตลอดเวลายี่สิบปี
“มีอะไรเหรอครับป้าโมรัน?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม มองดูหญิงชราที่กำลังยืนยิ้มให้เขาด้วยความสงสัย
“วันนี้ไปทำงานวันแรกใช่ไหม?” ใบหน้าของเธอเวลาถามยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ยุนโฮพยักหน้ารับตามสิ่งที่ป้าโมรันเอ่ยถาม ก่อนส่งเสียงตอบรับออกไปเบาๆ แต่ยังคงความรู้สึกสงสัยอยู่ในอก
“ครับ..”
“แจจุงกำลังรออยู่ข้างล่างน่ะ ทั้งสองคนไปพร้อมกันเลยนะ”
“ป้าว่ายังไงนะ?!” ยุนโฮขึ้นเสียงสูงทันทีที่ได้ยินประโยคของหญิงชรา นึกออกในทันทีว่ารอยยิ้มที่เขาสงสัยเมื่อก่อนหน้า คงมาจากเรื่องนี้ไม่มีผิด!
“ทำไมล่ะฮะป้า? ต่างคนต่างไปไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องเอาเขามาวุ่นวายกับผมด้วย?” ชายหนุ่มตั้งท่าปฏิเสธ ทว่าหญิงชรายังคงส่งยิ้ม ยุนโฮตีความหมายจากสีหน้าท่าทางและรอยยิ้มนั้นได้ในทันที ยากแล้วที่เขาจะหลบหลีกหรือปฏิเสธ ต่อให้เขาดื้อรั้นสักเท่าไหร่ ตอนสุดท้ายก็มักจะตกม้าตายเพราะหญิงชราที่เลี้ยงเขามาคนนี้คนเดียว
“ยังไงก็ต้องทำงานด้วยกัน คนบ้านเดียวกัน ทำงานที่เดียวกัน เพิ่งเริ่มงานเหมือนกัน ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องแยกกันไป” หญิงชรากล่าวอย่างนั้น ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม และน้ำเสียงของเธอยังคงฟังดูอบอุ่น
“แล้วแม่ล่ะฮะ? แม่ไม่พูดอะไรบ้างเหรอ? แม่ยอมให้ผมไปกับเจ้านั่นเหรอฮะ?” ยุนโฮเริ่มใช้แม่ของเขาเป็นเกราะกำบัง เขาพอจะเดาสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับแจจุงออกได้ลางๆ
“คุณรานาไม่ได้พูดอะไรเลยนี่จ๊ะ เธอออกไปตีกอล์ฟตั้งแต่เช้า แล้วก็จะตรงเข้าไปที่บริษัทเพื่อรอเราสองคนเลยน่ะ อย่าช้าเลยยุนโฮ ลงไปข้างล่างเถอะ” สุดท้ายแล้วยุนโฮจำต้องทำตามที่หญิงชราเอ่ยปากไว้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
บนโต๊ะอาหารเกิดบรรยากาศอันน่ากดดันขึ้นมาทันทีสำหรับคนที่ตกเป็นผู้อาศัยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แจจุงลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นยุนโฮเดินเข้ามาที่โต๊ะ แต่หญิงชรากลับพยักหน้าส่งสัญญาณให้เขานั่งลงต่อไป
ยุนโฮปรายสายตามองไปยังคนที่นั่งอยู่ก่อนเพียงเล็กน้อย ความหงุดหงิดบังเกิดขึ้นจนเขาอยากจะเดินออกจากบริเวณนี้ไปให้ไกลๆ ชั่วอึดใจที่พวกเขาทั้งสองบังเอิญสบตากัน แจจุงฉีกยิ้มให้ยุนโฮบางๆ แต่ทว่าชายหนุ่มกลับเบือนหน้าหนีราวกับมองไม่เห็นมัน
กาแฟและขนมปังถูกนำมาเสริฟลงตรงหน้า ยุนโฮลงมือจัดการกับอาหารเช้าโดยไม่พูดจาใดใด แต่เป็นแจจุงต่างหากที่เริ่มเปิดปากทำลายบรรยากาศอันแปลกประหลาดบนโต๊ะอาหารในยามเช้า
“เห็นป้าโมรันบอกว่า พอเราไปถึงที่บริษัท ให้รีบตรงไปหาคุณแม่เลย..” เจ้าของร่างบางหยิบยกเรื่องราวขึ้นมาชวนคุย แต่ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไร ก็กลายเป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องทำตาขวางใส่เขาตลอดเวลา
“ไม่เห็นหรือไงว่ากำลังกินอยู่..”
ประโยคห้วนๆที่ทำให้แจจุงนั้นนิ่งค้าง รีบปิดปากตัวเองเสียแทบไม่ทัน บรรยากาศระหว่างคนสองคนนั้นดูจะตึงเครียดเพิ่มขึ้นกว่าเก่า แจจุงลอบถอนหายใจเบาๆ รู้สึกอึดอัดและไม่ชอบความแปรปรวนของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาทนนั่งนิ่งราวกับไม่มีตัวตนอยู่ยรโต๊ะอาหาร รอจนกระทั่งยุนโฮนั้นพอใจกับการบริโภคอาหารเช้า จากนั้นพวกเขาจึงค่อยลุกออกจากโต๊ะไป
รถสปอตคันงามถูกขับมาจอดรอท่าไว้อยู่แล้ว ยุนโฮหันไปมองหญิงชราราวกับต้องการคำชี้แจงกับเจ้าเครื่องยนต์คันหรูที่จอดอยู่ตรงหน้า
“รถคันนี้คุณรานามอบให้ยุนโฮจ้ะ ขับไปทำงานได้เลย อ้อ! แล้วก็อย่าลืมแจจุงด้วยล่ะ” ป้าโมรันจงใจเอ่ยสะกิดใจชายหนุ่มในตอนท้าย อดไม่ได้เลยที่จะเป็นประเด็นให้ยุนโฮต้องรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกครา
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถยนต์โดยไม่รอท่า แจจุงเองก็ไวพอที่จะพาตัวเองเข้าไปนั่งยังที่นั่งด้านข้างคนขับเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะกระชากรถออกไปโดยทิ้งเขาให้อยู่ที่นี่ก็เป็นได้
บรรยากาศภายในรถยังคงน่าอึดอัดไม่แตกต่างจากบนโต๊ะอาหารสักเท่าไหร่ เจ้าของร่างบางพยายามคิดจนหัวแทบแตกเพื่อหาวิธีปรองดองกับคนๆนี้ แต่อย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่มีวิธีไหนที่ขจัดทิฐิและความงี่เง่าของชายคนนี้ไปได้เลย
“ตอนนี้ร่างกายนายแข็งแรงดีแล้วเหรอ?” เป็นอีกครั้งที่แจจุงเสี่ยงถามออกไป ทำใจไว้แล้วกับการที่อาจจะไม่ได้รับคำตอบ หรืออาจเป็นการโต้ตอบด้วยคำพูดที่เจ็บแสบ
คนเกลียดกัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ดูจะผิดไปเสียทุกอย่าง อย่าว่าแต่พูดเลย แค่นั่งหายใจเฉยๆบางครั้งก็ยังกลายเป็นคนผิด
“สบายดี นายถามทำไม? ฉันชักจะอยากรู้แล้วแฮะว่าตลอดยี่สิบปีที่ฉันไม่อยู่ คนบ้านนี้เขาคิดว่าฉันป่วยหนักจนตายไปแล้วหรือไง ถึงพอเห็นฉันมีชีวิตอยู่ก็เลยดูแตกตื่นกันนัก!” ยุนโฮเอ่ยปากประชดประชัน สายตาของเขายังคงจับต้องไปที่ถนนเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งประคองพวงมาลัยรถยนต์เอาไว้ ส่วนอีกข้างเท้าแขนไว้กับขอบกระจก
“ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกคนแค่แปลกใจที่เห็นว่านายแข็งแรง ฉันคิดว่าพวกเขาคงจะดีใจมากกว่าที่นายไม่ได้เป็นไปอย่างที่หมอดูคนนั้นทำนาย..”
“หึ! แต่มันก็ทำให้นายได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ใช้ชีวิตแทนฉันได้อย่างสบายๆ”
“..................................” อีกครั้งแล้วที่ความเป็นส่วนเกินของแจจุงถูกตอกย้ำจากคนในครอบครัวที่แท้จริง
“ฉันอยากจะรู้นักว่าป่านนี้ไอ้หมอดูบ้านั่นหายไปไหนแล้ว อย่าให้ฉันได้เจอมันเชียว..” เสียงทุ้มกดต่ำแฝงความแค้นเคือง เพราะคำทำนายสั่วๆนั่นทีเดียวที่ทำให้เขาต้องถูกโยนไปอยู่ให้ไกลจากครอบครัว
“หมอดูคนนั้นตายไปหลายปีแล้วยุนโฮ” แจจุงบอกเรื่องราวที่ได้รู้มาเมื่อไม่กี่ปีที่เลยผ่าน
สุดท้ายแล้วหมอดูคนนั้นก็ลาโลกใบนี้ไปโดยทิ้งคำทำนายที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ และยังคงเป็นที่ค้างคาใจของใครหลายคน เด็กรับใช้ภายในบ้านบางคนเชื่อคำทำนายของหมอดูนั่น หรือแม้แต่รานาเองก็ยังปักใจอยู่ก้ำกึ่ง เพราะเมื่อยุนโฮกลับเข้าบ้านมา อึนซองก็จากโลกนี้ไปแทบจะทันที
ไม่มีข้อพิสูจน์อย่างแน่ชัด ไม่มีใครตอบได้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือเพราะคำทำนายนั้นเกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่แน่นอนและเกิดขึ้นมาตลอดเวลายี่สิบปีที่เลยผ่าน คือคำทำนายของหมอดูชาวจีนคนนั้นสร้างบาดแผลรอยใหญ่ให้กับยุนโฮฝังลึกจนยากจะเยียวยา
“หึ! ไอ้บ้าเอ๊ย” ริมฝีปากได้รูปแค่นหัวเราะออกมาหลังจากรู้ว่าหมอดูคนนั้นไม่ได้อยู่ให้เขาได้คาดคั้น
แจจุงแอบมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังแผ่ความเยือกเย็นออกมาจนรู้สึกได้ แอบรู้สึกเห็นใจเล็กๆ และเหมือนว่าจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เยาว์วัย.. จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก
“นายอาจจะคิดว่าฉันอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข แต่จริงๆแล้ว..”
แจจุงเริ่มต้นที่จะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ต้องหยุดลงเพราะรู้สึกได้ว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่เขาจะต้องเล่าเรื่องของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ดีไม่ดีแล้วล่ะก็ ยุนโฮอาจจะคิดว่าเขากำลังเรียกคะแนนสงสารอยู่ก็เป็นได้
“นายจะสุขหรือจะทุกข์มันก็ไม่เกี่ยวกับฉัน อย่างน้อยๆพ่อแม่ก็ไม่ได้ทำให้นายลำบาก อดมื้อกินมื้อ หรือต้องทำงานหนัก.. เหมือนกับที่ฉันเคยผ่านมันมา..”
น้ำเสียงของยุนโฮยังคงความโกรธอยู่เนืองนิด ไม่มีอะไรมาทดแทนความรู้สึกและช่วงเวลาเหล่านั้นของเขาได้ ในมุมมองของเขา ในโลกของเขา.. มีเพียงตัวเขา และเป็นเขาเท่านั้นที่น่าสงสารและไม่ได้รับความยุติธรรม
ถึงเวลานี้.. ใครจะมาสงสารเขา
ก็ดูจะสายเกินไป..
+
+
ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงยังบริษัท ตึกสูงตระหง่านและผู้คนที่ออกมายืนเรียงแถวต้อนรับเป็นแนวยาวนั้นทำให้ยุนโฮและแจจุงต่างพากันชะงักไป พวกเขากลายเป็นจุดเด่นอย่างไม่ตั้งใจ มีพนักงานหญิงหลายคนพยายามชำเลืองมองมาที่เขา และใครบางคนเดินออกมาข้างหน้า แล้วผายมือเชิญให้เขาทั้งสองคนเยื้องย่างเดินตามไป ยุนโฮเดินนำ แจจุงเดินตาม ท่าทีอันผ่าเผยของยุนโฮได้รับการชื่นชมอยู่ในใจของใครหลายคนที่อยู่ตรงนั้น
ทั้งสองคนถูกเดินนำมายังชั้นบนสุดของตัวตึก ห้องทำงานส่วนตัวของผู้บริหารทั้งหลายถูกแบ่งสันปันส่วนกันอย่างลงตัว ยุนโฮและแจจุงใช้ห้องทำงานร่วมกัน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางมากพอที่จะหามุมสงบและสร้างความเป็นส่วนตัวของกันและกันขึ้นมาได้
“คุณผู้หญิงให้เตรียมห้องนี้ไว้กับคุณสองคนครับ เชิญคุณพักผ่อนแล้วเดี๋ยวผมจะกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับอธิบายเรื่องต่างๆภายในบริษัท” ชายที่เดินนำเขาทั้งสองคนมาตั้งแต่ชั้นล่างเปิดปากกล่าว เขาคือหนึ่งในผู้บริหารที่รานาฝากฝังให้มาดูแลยุนโฮและแจจุง
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างของชายคนนั้นออกจากห้องไป ยุนโฮเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาที่ตั้งไว้อยู่กลางห้อง มองดูใครอีกคนที่กำลังหันรีหัวขวางสำรวจสถานที่ทำงานด้วยท่าทีตื่นเต้นนิดๆ ใบหน้าไร้เดียงสานั้นกำลังดึงดูดให้เขาไม่ยอมละสายตา ท่าทางสดใสที่ดูแล้วปราศจากพิษภัยนั้นกำลังทำให้เขาหลงละเมอ ทว่า..
“ไหนๆเราก็จะร่วมงานกันแล้ว ฉันว่าเราอย่ามานั่งตั้งแง่โกรธเคืองกันเลยนะยุนโฮ”
คำพูดของร่างบางนั้นทำให้เขาตื่นจากภวังค์ โลกของความเก็บกดกลับตอกย้ำให้เขาบังเกิดความรู้สึกเกลียดชังอันไร้เหตุผลขึ้นมาอีกครา
ยุนโฮฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ราวกับว่านึกอะไรออก คำบอกกล่าวของแจจุงเมื่อครู่เขาไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับมันเท่าไหร่นัก นอกเสียจากว่า..
“งั้นนายคิดว่าอย่างไร.. หากว่าฉันคิดจะใช้โซฟาตัวนี้เป็นตัวปรับความเข้าใจระหว่างเรา?”